.

KNOWLEDGE

เรียนรู้เรื่องราวต่างๆมากมายเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ กับ ปตท.

ความปลอดภัยสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติ

ปัจจุบันมีการนำก๊าซธรรมชาติไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ สิ่งสำคัญนอกเหนือจากประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องจักร คือความปลอดภัยในการใช้งาน โดยความปลอดภัยสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติมีองค์ประกอบดังนี้

1.ออกแบบและการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซฯ สำหรับการออกแบบระบบท่อส่งก๊าซฯ ต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ โดยยึดตามมาตรฐานการออกแบบ และการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบท่อส่งก๊าซฯ โดยมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ทดสอบ American Society of Mechanical Engineering(ASME) B31.8, B31.3, National Fuel Gas Code(NFPA 54) เป็นต้น

2.การทดสอบระบบท่อก๊าซฯ ต้องดำเนินการภายใต้การรับรองของวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน โดยทั่วไป มีการทดสอบเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  • การทดสอบรอยเชื่อม เป็นกระบวนการทดสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า จะไม่มีรอยรั่วใดๆ บริเวณรอยเชื่อม และรอยเชื่อที่ได้มีความแข็งแรงเพียงพอ สำหรับการทดสอบจะทดสอบด้วยวิธีแบบไม่ทำลาย(Non-Destructive Testing) ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิเช่น

    • การทดสอบด้วยภาพถ่ายรังสี (Radiographic Testing – RT)

    • การทดสอบด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Testing – UT)

    • การทดสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic Particles Testing – MT)

    • การทดสอบด้วยสารแทรกซึม (Liquid Penetrant Testing – PT) เป็นต้น

โดยสำหรับการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซฯ ภายในโรงงานควรต้องมีการทดสอบรอยเชื่อมไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนรอยเชื่อมทั้งหมด

  • การทดสอบความแข็งแรง โดยทั่วการทดสอบดังกล่าวจะใช้วิธีการทดสอบด้วยน้ำ(Hydro – static Test) ซึ่งเป็นการทดสอบที่ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการทดสอบความดันเนื่องด้วยน้ำมีคุณสมบัติเป็นของเหลวที่บีบอัดไม่ได้ (Incompressible Fluid) ทำให้ไม่มีการเพิ่มหรือลดปริมาตรหากมีการเปลี่ยนแปลงความดัน ซึ่งทำให้การทดสอยด้วยน้ำมีความปลอดภัยมากกว่าการทดสอบด้วยก๊าซฯ สำหรับความดันที่ใช้ทดสอบ American Society of Mechanical Engineering (ASME) Process Piping(B31.3) สำหรับระบบท่อภายในโรงงานได้กำหนดให้ทดสอบด้วยแรงดันไม่น้อยกว่า 125% ของความดันใช้งานสูงสุด(MAOP)

ทั้งนี้ยังมีการทดสอบอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการใช้งานก๊าซฯ อาทิเช่น การทดสอบรอยรั่ว(Leak Test), การทดสอบทางไฟฟ้า(Grounding, Test), การทดสอบระบบการป้องกันการผุกร่อนของท่อก๊าซฯใต้ดิน(Cathodic Protection Test) เป็นต้น

3.การใช้งานก๊าซฯ อย่างถูกวิธีและปลอดภัย สำหรับการใช้ก๊าซฯ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงแก่เครื่องจักรนั้น ระบบควบคุมการเผาไหม้เชื้อเพลิงก๊าซฯ จะต้องมีระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสียหายแก่เครื่องจักร โดยมีอุปกรณ์ควบคุมความปลอดภัย และหลักการทำงานเบื้องต้น สำหรับระบบควบคุมการเผาไหม้เชื้อเพลิงก๊าซฯ มีรายละเอียด ดังนี้

1.Shut off Valve มีหน้าที่ตัดการจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ โดยทั่วไปจะใช้วาล์วชนิด Solenoid Valve หรือ Electromagnetic Valve ซึ่งเป็นวาล์วที่มีหลักการทำงานคล้ายลูกสูบโดยเมื่อมีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ขดลวดภายในทำให้เกิดสนามแม่เหล็กยกลูกสูบวาล์วจะทำให้วาล์วอยู่ในสถานะเปิด และจะอยู่ในสถานะปิดเมื่อไม่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้า จากหลักการทำงานดังกล่าว Solenoid Valve จึงถูกนิยมมาประยุกต์ใช้ในการรับคำสั่งจากระบบควบคุม เนื่องจากมีช่วงเวลาทำงานที่รวดเร็ว(Respond Time) จึงเหมาะสมสำหรับการใช้กับระบบการเผาไหม้เชื้อเพลิงก๊าซฯ สำหรับการติดตั้ง Solenoid Valve ปกติจะติดตั้งวาล์ว 2 ตัว ในรูปแบบอนุกรมโดยจะทำงานพร้อมกันในรูปแบบ Double Block เพื่อความปลอดภัยในการตัดการจ่ายก๊าซฯ เข้าสู่ระบบ

2.Gas Pressure Switch และ Air Pressure Switch มีหน้าที่ในการตรวจจับความดันก๊าซฯ และอากาศก่อนป้อนเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ ตามค่าความดันที่เรากำหนดไว้ ซึ่งหากอุปกรณ์ Pressure Switch วัดค่าความดันได้เกินจากค่าที่กำหนดไว้ จะส่งสัญญาณไปยังระบบควบคุม เพื่อส่งสัญญาณไปยัง Shut off Valve เพื่อตัดเชื้อเพลิงก๊าซฯ ก่อนเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ในบางระบบอาจมีการติดตั้ง Gas Pressure Switch 2 ตัวโดยทำหน้าเป็น Height Pressure Switch และ Low Pressure Switch เพื่อกำหนดช่วงการทำงานของความดันก๊าซฯ โดยอุปกรณ์จะส่งสัญญาณเมื่อค่าความดันต่ำ และสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้

3.Flame Detector มีหน้าที่ตรวจจับเปลวไฟ บริเวณหัวเผาซึ่งจะตัดระบบการจ่ายก๊าซฯเข้าสู่ห้องเผาไหม้ เมื่อตรวจจับไม่พบเปลวไฟ โดยทั่วไป Flame Detector ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

1.Flame Detector ชนิด Flame rod ซึ่งมีหลักการทำงานรับความร้อนจากเปลวไฟโดยตรงก่อนแปลงเป็นสัญญาณส่งไปยังระบบควบคุมหากเปลวไฟดับ Shut off Valve จะทำงานเพื่อตัดเชื้อเพลิงก๊าซฯ ก่อนเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ โดยข้อดีของระบบดังกล่าวคือ มีความแม่นยำในการตรวจจับเปลวไฟ เพราะ Flame Rod จะถูกติดตั้งในบริเวณที่ถูกสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากอุปกรณ์ต้องสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรงจึงทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้น

2.Flame Detector ชนิด UV Sensor มีหลักการทำงานโดยรับแสงจากเปลวไฟบริเวณหัวเผาเพื่อส่งสัญญาณไปยังระบบควบคุมหาก UV Sensor ไม่สามารถตรวจจับแสงได้ระบบควบคุมจะส่งสัญญาณไปยัง Shut off Valve ทำงานเพื่อตัดเชื้อเพลิงก๊าซฯ ก่อนเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการติดตั้ง Flame Detector ชนิด UV Sensor คือ ควรต้องหลีกเลี่ยง แหล่งกำเนิดแสงจากแหล่งอื่น เพราะหาก UV Sensor ยังตรวจพบแสงจากแหล่งอื่น ที่นอกเหนือจากเปลวไฟบริเวณหัวเผาแล้ว (ในขณะที่เปลวไฟที่หัวเผาดับแล้ว) UV Sensor จะไม่สั่งตัดระบบก๊าซฯ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้สัมผัสเปลวไฟโดยตรงจึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และสามารถบำรุงรักษาได้สะดวก

4.Thermostat โดยทั่วไปจะติดตั้งไว้ 2 ตัว ซึ่งทำหน้าที่เป็น Temperature Control 1 ตัว และ Over heat Protection 1 ตัว ในส่วนของ Temperature Control จะทำหน้าที่วัดค่าอุณหภูมิในห้องเผาไหม้เพื่อส่งสัญญาณไปยังระบบควบคุมในการเพิ่มและลดปริมาณก๊าซฯ และอากาศ เพื่อควบอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ สำหรับระบบ Over heat Protection มีหลักการทำงานโดยจะทำหน้าที่วัดอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ ไม่ให้มีค่าเกินที่กำหนดไว้ โดยหากอุณหภูมิห้องเผาไหม้สูงเกินค่าดังกล่าว ระบบควบคุมจะส่งสัญญาณไปยัง Shut off Valve ทำงานเพื่อตัดเชื้อเพลิงก๊าซฯ ก่อนเข้าสู่ระบบการเผาไหม้

ทั้งนี้การใช้งานเพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและการซ่อมบำรุงรักษาตามระยะเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งการใช้งานที่ถูกต้องตามการออกแบบของผู้ผลิต

4.การซ่อมบำรุงระบบท่อก๊าซฯ ระบบท่อส่งก๊าซในอาคารโรงงานที่อยู่ในการดูแลของโรงงาน ควรดำเนินการตรวจสอบเป็นระยะๆ โดยตรวจสอบดังนี้

  • ตรวจสอบรอยรั่วของก๊าซ (Leak) ที่บริเวณข้อต่อทุก 6 เดือน

  • ตรวจสอบผิวท่อ สีท่อยังปกติหรือไม่ หากเกิดสนิมกัดกร่อนท่อ(Corrosion*) ให้ตรวจสอบความหนาของท่อ หากสนิมทำให้ความหนาท่อสึกลึกมากกว่า 10% ให้คำนวณความแข็งแรงของท่อว่ายังทนรับแรงดันได้หรือไม่ และหากความหนาท่อสึกมากกว่า 80% ต้องทำการซ่อมโดยเปลี่ยนท่อส่วนนั้นออก

  • ตรวจสอบผิวของท่อก๊าซ หากพบสนิมให้ทำความสะอาดผิวและทาสี

อุปกรณ์ในโรงงานต้องมีการบำรุงรักษาและสอบเทียบตามวาระ ตามที่ผู้ผลิตแนะนำซึ่งอย่างน้อยต้องดำเนินการดังนี้

  • Filter ควรติดตามอ่าน Differential Gauge เพื่อตรวจสอบการตัน ของไส้กรอง ควรมีอะไหล่สำรอง เพื่อเปลี่ยนได้ทันที

  • Regulator ต้องมีการปรับแต่งปีละ 1 ครั้ง และมีอะไหล่พอที่จะซ่อมเมื่อขัดข้อง

  • Pressure gauge ควรสอบเทียบ ปีละ 1 ครั้ง

  • Pressure switch ควรสอบเทียบ ปีละ 1 ครั้ง

  • Shut off Valve ควรทำการสอบเทียบ/ทดสอบ ปีละ 1 ครั้ง

  • Pressure Relief Valve ควรทำการสอบเทียบ/ทดสอบ ปีละ 1 ครั้ง

ควรทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยนำมาจัดระบบบำรุงรักษาประจำเครื่องจักร ซึ่งอย่างน้อยควรมีการดำเนินงานดังนี้

  • ปรับระบบการเผาไหม้ (Combustion) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ โดยการติดตามเครื่องวัดไอเสีย (Flue gas) ว่ามี CO, O2, CO/CO2 ตามปกติหรือไม่

  • การทดสอบการรั่ว (leak) ของก๊าซฯ ผ่านระบบ Shut down ควรทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต

  • ระบบป้องกันอันตราย Protection ได้แก่ Flame detector ควรทดสอบว่าใช้งานได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

  • ควรสังเกตติดตามขั้นตอน (Sequence) การทำงานของอุปกรณ์ เมื่อเริ่มใช้งานจนถึงหยุด Shutdown ซึ่งจะต้องรักษาเวลาให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด

ทั้งนี้การปรับแต่งระบบการเผาไหม้ของเครื่องจักร ควรมีการควบคุมโดยผู้ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ

เหตุการณ์ฉุกเฉิน

ข้อควรปฏิบัติกรณีการเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องด้วยการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงต้องอยู่ภายใต้มาตรการความปลอดภัย จึงควรมีแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งประกอบด้วย

  • การตรวจสอบพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

  • ประเมินความเสี่ยง และป้องกันการเกิดเหตุ

  • การประชาสัมพันธ์และรณรงค์เพื่อความปลอดภัย

  • การฝึกอบรม ซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนปฏิบัติกรณีเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับระบบท่อก๊าซฯภายในโรงงาน มีดังนี้

  • ผู้พบเหตุการณ์แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ ประเมินสถานการณ์ หากไม่สามารถระงับเหตุเองได้ให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้สั่งการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ประเมินเหตุการณ์ว่ามีการรั่วไหลของก๊าซจุดใดบ้าง ตรวจสอบแบบระบบท่อและอุปกรณ์ หากเกิดเหตุในบริเวณสถานีก๊าซให้ดำเนินการแจ้ง ปตท. โดยด่วนที่เบอร์ 1540 (Gas Control) หรือเบอร์ฉุกเฉินประจำเขตปฏิบัติการระบบท่อฯ ที่ดูแลโรงงานของท่าน

  • ควบคุมที่เกิดเหตุ กั้นบริเวณอันตราย ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ และไม่ให้มีการกระทำ ใด ๆ ให้เกิดประกายไฟ กรณีอยู่ใต้สายส่ง ไฟฟ้าแรงสูงให้ตัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าด้วย

  • แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหยุดการผลิต และทำการตัดแยกระบบ โดยการปิดวาล์วฉุกเฉินที่สถานีก๊าซ และวาล์วก่อนและหลังจุดเกิดเหตุ พร้อมประกาศเหตุฉุกเฉินระดับ โดยทำตามคู่มือการซ้อมเหตุฉุกเฉิน

  • ควบคุมสถานการณ์จนกว่าก๊าซที่ค้างอยู่ในท่อระบายออก สู่บรรยากาศจนหมด

  • หากเกิดเพลิงไหม้ ให้ทีมฉุกเฉินเข้าระงับที่เหตุ กรณีที่เกิดเหตุมีไฟไหม้อยู่ใกล้กับอาคารและอุปกรณ์ให้ ดำเนินการฉีดน้ำดับเพลิงไปที่อาคารและอุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อลดความร้อนที่เกิดจากไฟไหม้แทน กรณีไฟไหม้ห่างไกลชุมชนและไม่มีผลกระทบรุนแรงให้ควบคุมสถานการณ์ โดยปล่อยให้ก๊าซติดไฟ และไฟดับเอง

  • ภายหลังเหตุการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ให้ติดต่อ ทีม Inplant Service ของ ปตท. เพื่อเข้าให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้ก๊าซฯใหม่

  • กรณีสำนักความปลอดภัยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ทราบและพิจารณาว่าอาจมีความเสียหายเกี่ยวกับระบบท่อและอุปกรณ์ ต้องดำเนินการทดสอบและตรวจสอบระบบท่อที่ได้รับความเสียหายว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่

แผนรองรับเหตุฉุกเฉินของปตท. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management : BCM) ตามมาตรฐาน ISO 22301:2012 และการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSAS 18001:2007) ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้มีความมั่นคงปลอดภัย ในการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม หรือลดความรุนแรงจำกัดความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด รวมทั้งลดผลกระทบต่อลูกค้าในการใช้ก๊าซอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดทำแนวทางปฏิบัติให้กับผู้บริหารและพนักงานทราบบทบาทหน้าที่ การให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน ระงับเหตุ และฟื้นฟูหลังเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น โดย ปตท. ได้แบ่งเหตุฉุกเฉินตามระดับความรุนแรงและผลกระทบเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • เหตุฉุกเฉินระดับที่ 1 หมายถึง เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแล้วไม่ขยายตัวออกไป สามารถระงับเหตุได้ด้วยพนักงานที่กำลังปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดเหตุในขณะนั้น โดยไม่จำเป็นต้องขอกำลังสนับสนุน หรืออำนาจการตัดสินใจจากภายนอก

  • เหตุฉุกเฉินระดับที่ 2 หมายถึง เหตุฉุกเฉินระดับที่ 1 ที่ขยายตัว ซึ่งผู้สั่งการจุดเกิดเหตุ เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง จำเป็นต้องให้ผู้บริหาร และพนักงานในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือต้องการกำลังสนับสนุนจากภายนอกในระดับท้องถิ่น

  • เหตุฉุกเฉินระดับที่ 3 หมายถึง เหตุฉุกเฉินระดับที่ 1 หรือ 2 ที่ขยายตัว หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงมาก และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อสาธารณชน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการควบคุมเหตุการณ์ให้จำกัดอยู่ในบริเวณได้ จนต้องการกำลังสนับสนุนจากภายนอกในระดับจังหวัด

  • เหตุฉุกเฉินระดับที่ 4 หรือภาวะวิกฤต หมายถึง เหตุฉุกเฉินระดับที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ที่ขยายตัว ที่เกิดขึ้นในระดับรุนแรงมาก เหตุการณ์มีการลุกลาม จนต้องขอกำลังสนับสนุนจากต่างประเทศ หรืออำนาจการตัดสินใจจากภายนอกในระดับประเทศ

ปตท. จะเตรียมพร้อมในหลายๆด้าน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในภาวะปกติ เพื่อป้องกัน บรรเทาปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยจัดให้มีการฝึกอบรม ตรวจสอบความปลอดภัย ประเมินความเสี่ยง ป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุ และมีการซ้อมแผนเหตุฉุกเฉินในแต่ละเขตปฏิบัติการเป็นประจำทุกปี เพื่อความพร้อมรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินกับระบบท่อก๊าซธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ขั้นตอนปฏิบัติเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับระบบท่อก๊าซฯของ ปตท.

1) กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและไม่มีผลกระทบ ต่อการใช้ก๊าซฯภายในโรงงาน

  • ปตท.จะดำเนินการ แจ้งผู้ประสานงานผ่านทาง SMS หรือ Email ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • ติดตามสถานการณ์ จาก ปตท. ผ่านทางศูนย์ให้ความช่วยเหลือลูกค้า ชั้น 4 อาคาร ปตท. 2, SMS, โทรศัพท์, เว็บไซต์, ทีม Inplant Service หรือผู้จัดการเขตการขาย ที่ดูแลพื้นโรงงานของท่าน เป็นต้น

  • หากความเสียหายขยายวงกว้าง และกระทบต่อการใช้ก๊าซของโรงงาน ให้ปฏิบัติตามข้อ 2)

2) กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและมีผลกระทบ ต่อการใช้ก๊าซฯภายในโรงงาน

  • เตรียมตัวเพื่อหยุดการผลิต โดยหยุดการป้อนวัตถุดิบใหม่ และเร่งนำวัตถุดิบที่ค้างอยู่ภายในเครื่องจักรออกให้มากที่สุด

  • หยุดการเดินเครื่องจักรที่ใช้ก๊าซทุกจุด พร้อมปิดวาล์วตัดแยกทุกจุด เช่น วาล์วก่อนและหลังชุด Gas Train ของเครื่องจักรแต่และเครื่อง และวาล์วตัดแยกของท่อก๊าซย่อยในโรงงาน ไม่ควรใช้ก๊าซไปจนความดันภายในท่อก๊าซเป็นศูนย์ เพราะจะทำให้อากาศมีโอกาสเข้าไปแทนที่ภายในท่อได้ ซึ่งการจ่ายก๊าซกลับมาอีกครั้ง โรงงานจะต้องเตรียมก๊าซไนโตรเจนมา Purge ไล่อากาศอีกครั้ง

  • ปตท. โดยเจ้าหน้าที่เขตปฏิบัติการระบบท่อ จะเข้ามาตัดแยกระบบที่สถานีก๊าซของแต่ละโรงงาน โดยก่อนปิดฉุกเฉิน (Inlet – Outlet Valve) จะประสานงานกับโรงงาน และทีม Inplant Service เพื่อตรวจสอบและให้มั่นใจว่าโรงงานพร้อม Shutdown

  • ในกรณีที่เครื่องจักรต้องการเชื้อเพลิงสำรอง โรงงานจะต้องสลับไปใช้เชื้อเพลิงสำรองที่มี และจัดหาเชื้อเพลิงสำรองมาใช้โดยทันที

  • ติดตามสถานการณ์ จาก ปตท. ผ่านทางศูนย์ให้ความช่วยเหลือลูกค้า ชั้น 4 อาคาร ปตท. 2, SMS, โทรศัพท์, เว็บไซต์, ทีม Inplant Service หรือผู้จัดการเขตการขาย ที่ดูแลพื้นโรงงานของท่าน เป็นต้น

3) ภายหลังปตท. เข้าดำเนินการแก้ไขเหตุฉุกเฉิน และสามารถจ่ายก๊าซฯกลับเข้าโรงงาน

  • ปตท. โดยเจ้าหน้าที่เขตปฏิบัติการระบบท่อ จะเข้ามา Startup โดยเปิด Inlet Valve เพื่อนำก๊าซเข้ามา Commissioning ระบบที่สถานีก๊าซของแต่ละโรงงาน

  • ตรวจสอบความพร้อมภายในโรงงานในการรับก๊าซ โดยจะประสานงานกับโรงงาน และทีม Inplant Service หากพร้อมรับก๊าซ ปตท. จะเปิด Outlet Valve เพื่อนำก๊าซเข้าสู่จุดใช้งาน หากไม่พร้อมก็จะหยุดก๊าซไว้ที่สถานีก๊าซเท่านั้น

ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน